Search

How to เมื่อคนใกล้ตัวถูกกระทำความรุนแรงฯ DV/IPV

Updated: Oct 13


1. เหตุด่วน ที่ต้องการความช่วยเหลือทันที เช่น ในขณะที่ถูกกระทำ มีภัยใกล้ตัว


โทรสายด่วน 191 เพื่อเรียกตำรวจ

แจ้งให้ชัดเจนว่า ต้องการความช่วยเหลือ ที่ไหน อย่างไร ถ้าเป็นไปได้สอบถามเจ้าหน้าที่ปลายสายว่า จะใช้เวลานานแค่ไหนที่จะมาถึง ถามชื่อเจ้าหน้าที่ให้แน่ใจ ปกติแล้วสายตรวจจะมาภายใน 5-10 นาที


โทรสายด่วน 1300 กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งในปัจจุบันนอกจากมีหน้าที่ให้ข้อมูลแล้วยังมีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ผู้รับสายต้องประสานงานให้มีการลงพื้นที่ด้วย


โทรสายด่วน 1669 ขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน (เบอร์นี้จะต้องโทรโดยคนในจังหวัดเดียวกันกับผู้เสียหาย ไม่สามารถโทรข้ามจังหวัดได้)


2. สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยทั้งกายและใจของผู้เสียหาย : ที่แรกที่ควรไปคือโรงพยาบาล (ไม่ใช่สถานีตำรวจ)


เมื่อติดต่อโรงพยาบาล ให้ข้อมูลกับพยาบาลว่าเป็นเคสที่ต้องการความช่วยเหลือจากศูนย์พึ่งได้ One Stop Service Center (OSCC) ให้ผู้เสียหายได้ตรวจร่างกาย พบนักสังคมและนักจิตของโรงพยาบาล ควรมีบุคคลที่ไว้ใจอยู่ด้วยเสมอ ทั้งนี้สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมในระบบOSCC ของโรงพยาบาลได้ที่เบอร์ 1300


ทางร่างกายคุณหมอสามารถบันทึกบาดแผลที่เกิดขึ้น ในระบบOSCC ซึ่งเมื่อมีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนจะต้องมาเอาใบนี้ (เรียกว่าใบชันสูตร)จากโรงพยาบาลไปประกอบสำนวน





3. รับฟังด้วยใจ ไม่ตัดสิน

คนที่จะช่วยผู้เสียหายได้มาก ตลอดการเดินทางออกจากวงจรความรุนแรง คือ ‘ผู้รับฟังที่ดี’การรับฟังที่ดีคือการฟังจริง ๆ ไม่ใช่ฟังเพื่อตั้งคำถาม ไม่ใช่ฟังเพื่อคิดหาคำตอบ ไม่ใช่ฟังเพื่อตัดสิน แต่รับฟังเพื่อเป็นประจักษ์พยานกับความรู้สึก ความสับสน ความเจ็บปวด ความทุกข์ ของผู้ที่กำลังประสบปัญหา สิ่งนึงที่เราสามารถยืนยันกับผู้เสียหายได้ คือการยืนยันไม่ให้เขาโทษตัวเอง เพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของผู้ถูกกระทำ


ผู้เสียหายจะโดนผู้ใช้ความรุนแรง (Abuser) โทษและทุบตีทางกายใจคำพูดมาตลอด เพราะฉะนั้นไม่แปลกเลยที่เขาจะนั่งโทษตัวเอง ทุบตีตัวเอง ซึ่งเพื่อนและคนใกล้ตัว ควรจะช่วยสะท้อนว่า 'นี่ไม่ใช่ความผิดของคุณ' ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ผู้กระทำไม่มีสิทธิมาทำร้ายเขาทั้งสิ้น


4. หาข้อมูลผู้ให้คำปรึกษา หน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้อง

คนใกล้ตัวควรช่วยหาทางเลือกต่าง ๆ อาจจะช่วยประสานหาเจ้าหน้าที่ที่มีทัศนคติที่ดีมาช่วยเสริม

ซึ่งหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่หลักคือ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ (พม.) มีทุกจังหวัด มีพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบกรณีความรุนแรง ฯ โดยเฉพาะ

นอกจากนี้สิ่งที่จะช่วยได้มาก ๆ คือการหานักสังคม นักจิต ในโรงพยาบาลใกล้บ้าน ที่จะช่วยฟื้นฟูจิตใจผู้เสียหายในช่วงนี้ได้


สามารถหาตำแหน่งที่ตั้งของสำนักงานภายใต้สังกัดกระทรวงพม. ได้ที่นี่


5. เอ็นจีโอ องค์กรไม่แสวงกำไร องค์กรสาธารณะประโยชน์ ใครช่วยเราได้บ้าง

มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เบอร์ 02 513 2889

มีนักสังคมและมีทนายอาสา Facebook


มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม

Facebook


SHero ตอนนี้ปิดรับเคสใหม่เพื่อทำเคสที่มีอยู่ให้ดี นอกจากนี้เรากำลังปรับระบบองค์กร สร้างทรัพยากรและสร้างทีมเพื่อให้พร้อมในภายในเดือนกันยายน ตามที่เคยออกแถลงการณ์ไปแล้ว


6. **กรณีผู้เสียหายอายุต่ำกว่า 18ปี จะต้องเป็นเคสคุ้มครองเด็ก

สามารถโทร 1387 ขอคำปรึกษาจากสายเด็ก Childline

Twitter @Saidek1387

Facebook


ติดต่อ

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก Facebook

โทร 0-2412-1196, 0-2412-0739, 0-2864-1421


หน่วยงานราชการ สามารถติดต่อ พม. ในจังหวัด


7. ใช้หลัก Survivor-centredและให้อำนาจกลับคืนแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

ก่อนที่จะก้าวไปสเต็ปต่อไป ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ไม่ใช่ทุกเคสเขาอยากจะแจ้งตำรวจดำเนินคดีในทันที ในฐานะเพื่อนหรือคนใกล้ตัวของผู้เสียหายเราไม่ควรกดดันให้ผู้เสียหายแจ้งความ จนกว่าเขาจะพร้อมจริง ๆ คนข้าง ๆ ทำได้โดยการให้ทางเลือกและให้อำนาจในการตัดสินใจกลับคืนสู่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ


เรื่องอำนาจสำคัญมาก เพราะผู้เสียหายจาก Domestic Violence มักถูกกดโดยอำนาจกดขี่จากผู้กระทำ จนรู้สึกด้อยกว่า เพื่อนหรือคนใกล้ตัวไม่ควรจะมาควบคุมอีก ควรจะให้เวลา ให้พื้นที่ในการตัดสินใจกับผู้เสียหาย


8. การแจ้งความ

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในคู่รัก ในครอบครัว จะใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง ปี 2550 ซึ่งเป็นฉบับที่ยังมีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากพระราชบัญญัติส่งเสริมสวัสดิภาพครอบครัว ฯ ฉบับปี 62 ถูกพระราชกำหนดทำให้ระงับการบังคับใช้


เนื่องจากเป็นกรณีอาญา สามารถดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษที่สถานีตำรวจได้ ในอดีตต้องแจ้งสน.หรือสภ.ที่เกิดเหตุเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีประกาศออกมาแล้วว่าแจ้งที่สถานีตำรวจแห่งใดก็ได้ทั้งสิ้น


9. บันทึกประจำวันไม่เท่ากับการเปิดคดี

หลายคนเข้าใจว่า เมื่อบันทึกประจำวันแล้ว ถือว่าคดีเริ่มเดินหน้าแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่ บันทึกประจำวัน

- เพื่อเป็นหลักฐาน

- เพื่อการแจ้งความ ร้องทุกข์กล่าวโทษ

สองข้อนี้มีความแตกต่างกัน หากบันทึกประจำวันเพื่อเป็นหลักฐานเฉย ๆ ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่จะถือว่ายังไม่เป็นการแจ้งความ อายุความยังไม่หยุดเดิน (คดี DV อายุความเพียงสามเดือน)


หากต้องการให้เกิดการดำเนินคดี ต้องเน้นย้ำกับเจ้าหน้าที่ผู้รับเรื่องว่าเรากำลังต้องการ ‘ร้องทุกข์กล่าวโทษ’ ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อเริ่มกระบวนการ

เมื่อมีการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ อายุความหยุดลงทันที


เมื่อไปที่สถานีตำรวจ เพื่อน คนใกล้ตัว หรือคนที่ผู้เสียหายไว้ใจควรไปด้วย จากประสบการณ์เรามีหลายเคสที่ไปสถานีแล้วถูกปฏิเสธไม่รับเรื่อง ความจริงแล้วตำรวจไม่สามารถปฏิเสธได้ เป็นหน้าที่ที่เขาต้องคุ้มครอง เพราะฉะนั้นการช่วยเหลือในระยะแรกจึงต้องดูแลเสริมพลังทั้งด้านกาย สังคม และจิตใจ


ปัจจุบันขาดแคลนพนักงานสอบสวนคดีความรุนแรงในครอบครัว ลักษณะการถาม การพูด สอบปากคำ อาจจะกระทบจิตใจผู้เสียหาย จึงเป็นเรื่องที่ต้องระวังและอธิบายเจ้าหน้าที่ ขอความร่วมมือให้สอบปากคำในพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับผู้เสียหาย (กรณีผู้เยาว์ต่ำกว่า 18 ปี ควรสอบโดยมีนักจิตนักสังคมอยู่ด้วย ควรสอบโดยอัยการเพื่อลดการสัมภาษณ์ซ้ำ)


10. ขอคำสั่งคุ้มครอง (Protection order/Restraining Order) สามารถขอด้วยตัวเองได้ที่ศาลเยาวชนและครอบครัว

ดูตาม ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยวิธีการดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพ พ.ศ. 2554

แบบฟอร์ม สามารถขอแบบธรรมดาและแบบฉุกเฉิน

จากประสบการณ์เราเคยมีเคสที่ขอฉุกเฉินแล้วได้ภายในวันเดียวเลย เป็นเคสแฟนเก่า สามีเก่าข่มขู่จะทำร้าย


สิ่งที่ต้องทำหลังจากได้คำสั่งมาแล้วคือ การเก็บตัวคำสั่ง สำเนาไว้ ให้ดี เคยมีเคสที่ขอแล้วไม่ได้ถือสำเนาไว้ พอแฟนเก่าขู่อีกครั้ง ไปสถานีตำรวจ ตำรวจก็ไม่ทราบ ไปที่ศาลเพื่อขอคำสั่ง นิติกรก็หาไม่เจอแล้ว เพราะฉะนั้นดำเนินการอะไร ควรเก็บหลักฐานทำสำเนาไว้ให้เรียบร้อย


นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อ ศูนย์ให้คำปรึกษาเพื่อแนะนำช่วยเหลือผู้เสียหายและครอบครัว (Counseling Center for Victims and Families) ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง โทร.02-2725202 ต่อ1207, 0805535970 เพื่อขอคำปรึกษาทางกฎหมายและขอให้ช่วยดำเนินการคุ้มครองผู้เสียหายและพยาน


การช่วยประเมินความปลอดภัยเบื้องต้น


ระบุทรัพยากรที่ผู้เสียหายมีอยู่ (คน เงิน วัสดุอุปกรณ์)

· คุณพอจะหนีไปไหนได้บ้าง ช่วยผู้เสียหายในการคิดหาสถานที่ปลอดภัยอย่างน้อยหนึ่งที่ที่ผู้เสียหายนั้นสามารถไปได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน ผู้เสียหายควรเตรียมสถานที่เอาไว้ล่วงหน้า

· คุณเชื่อใจใครบ้าง พยายามคิดถึงใครสักคน (เพื่อนบ้าน เพื่อน คนในครอบครัว องค์กร) ที่ผู้เสียหายเชื่อใจ เช่น พูดคุยเกี่ยวกับการส่งสัญญาณหาเพื่อนบ้านที่ช่วยเหลือได้ เพื่อให้เพื่อนวางวางแผนมาเป็นกลุ่มเมื่อได้เห็นสัญญาณนั้น

· คุณมีทรัพยากรทางการเงินที่ใดบ้าง ผู้เสียหายสามารถเก็บซ่อนเงินจากผู้ใช้ความรุนแรงหรือเก็บในที่ปลอดภัยที่จัดไว้ได้หรือไม่

· คุณมีทรัพยากรด้านวัสดุอุปกรณ์อะไรบ้าง มีวัสดุอุปกรณ์ชิ้นใดบ้างที่สามารถนำออกห่างจากผู้ใช้ความรุนแรงได้ มีชิ้นใดบางที่สามารถนำมาใช้ช่วยเหลือผู้เสียหายในกรณีที่ต้องการรายได้



หารือกับผู้เสียหายว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าจำเป็น/ตัดสินใจหนี[1] :

· ถ้าต้องหนี จะเอาอะไรไปด้วย เอกสารสำคัญ เช่น เอกสารแสดงตัวตนสำหรับผู้เสียหายและบุตร, เสื้อผ้า, อาหาร, และเงินพร้อมกับวิธีการพกพา

· ถ้าต้องหนี จะเกิดอะไรขึ้นกับบุตรของคุณ ถ้าผู้เสียหายมีบุตร บทบาทของบุตรในการหนีคืออะไร ผู้เสียหายเกือบทุกกรณีจะพาบุตรของตนหนีไปด้วย ผู้เสียหายจึงควรต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของบุตรและบุตรของตนสามารถแบกรับสถานการณ์ได้มากเพียงใด ถ้าบุตรจะไม่ไปด้วย การจัดการเพื่อการดูแลคืออะไร

· ใครจะตกอยู่ในอันตรายบ้างถ้าต้องหนี พิจารณาว่าผู้ใช้ความรุนแรงจะเอาความรุนแรงนั้นไปลงที่ผู้อื่นหลังจากที่ผู้เสียหายหนีไปหรือไม่


อ่านเพิ่มเติมเรื่องการวางSafety Plan เมื่อเกิดเหตุการณ์ในช่วงที่ต้องกักตัวได้ใน เพจชีโร่

[1] GBVIMS (2017). Interagency gender-based violence case management guidelines: providing care and case management services to gender-based violence survivors in humanitarian settings. 1st edition.


หมายเหตุ: เนื่องจากมีความต้องการจำนวนมากจึงเขียนออกมาในเวลาจำกัด ขออภัยหากมีข้อมูลตกหล่นในบางส่วน หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในเบื้องต้น หลังจากนี้จะมีการอัพเดทข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

371 views0 comments